กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศช่วงเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคมปีนี้ว่า...ประเทศไทยจะมีอากาศร้อนอบอ้าวเกือบทั่วไป
โดยเฉพาะระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน จะมีอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่ในประเทศไทยตอนบน
ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยตลอดช่วง จะสูงกว่าค่าปกติ...และสูงกว่าปีที่ผ่านมา
อากาศร้อน...อุณหภูมิการเมืองก็ร้อนแรงอย่างนี้ ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย www.cueid.org บอกว่า หน้าร้อนขณะนี้อุณหภูมิสูงขนาดที่ว่าต้มไข่สุก ด้วยกลางแดดปรอทขึ้นไปถึง 42 องศา
"อุณหภูมิขนาดนี้ ร่างกายจะมีการสูญเสียเหงื่อ น้ำ เกลือแร่มหาศาล"
คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า คนที่เป็น สว. (สูงวัย) และยังมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน ต้องทานยาลดความดันโลหิตอยู่แล้ว มีเส้นเลือดหัวใจ สมองตีบ มีโรคไต การขาดน้ำ เกลือแร่ ทำให้เลือดข้น...เกิดการกำเริบของโรคเส้นเลือดตีบและโรคไต
แม้แต่คนที่คิดว่าแข็งแรงยังหนุ่มสาว การขาดน้ำ เกลือแร่ เมื่อถึงจุดหนึ่งศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองจะแปรปรวน ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศา
แทนที่ตัวจะมีเหงื่อกลับแห้ง ตัวร้อนจัด พูดสับสนไม่รู้เรื่อง ซึ่งถ้าถึงระดับนี้จะหมายถึงอาการ... "Heat stroke" หรือ "อุณหฆาต" คือถึงตาย ไม่ใช่แค่อุณหอัมพาต อ่อนแรงเฉยๆ
อาการฮีต สโตรก (Heat stroke) คนไทยอาจจะคุ้นกันดีในชื่อ... โรคลมแดด
"โรคลมแดดเป็นภาวะวิกฤติของร่างกาย ที่ไม่สามารถควบคุมความร้อนได้ เนื่องจากอากาศร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง 5-10 องศาเซลเซียสในระยะเวลาสั้นๆ"
ภาวะนี้...จะทำให้สมองรู้สึกชินชากับความร้อนที่ได้รับ จนไม่รู้สึกกระหายน้ำ...ทั้งๆที่สมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกายเสียหาย
ส่งผลให้ระดับความดันเลือดตก...เลือดที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบไปเลี้ยงสมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการไตวาย หากเป็นมากๆ เซลล์กล้ามเนื้อก็จะเริ่มแหลกสลาย มีของเสียตกตะกอนในไต ทำให้เกิด ไตวายซ้ำซ้อน และเสียชีวิตในที่สุด
"โรคลมแดด จะเห็นเป็นข่าวบ่อยๆกับชาวบังกลาเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตครั้งละมากๆ" คุณหมอธีระวัฒน์ ว่า "ฮีต สโตรก...สำหรับคนไทยเป็นเพียงการเตือน ให้ระมัดระวังเท่านั้น เชื่อว่า...อากาศร้อนในประเทศไทยจะไม่พุ่งสูงอย่างรวดเร็วเหมือนต่างประเทศ"
ที่ผ่านมา อุณหภูมิในบ้านเรา มักไต่ระดับทีละเล็กละน้อยครั้งละ 1-2 องศาเซลเซียส...จาก 35 องศาฯ เป็น 36 องศาฯ และจาก 36 องศาฯ เป็น 37 องศาฯ จะไม่เพิ่มขึ้นจาก 35 องศาฯ ทีเดียวไปเป็น 40 องศาฯ
"การไต่ระดับสูงขึ้นทีละน้อย...ร่างกายคนไทยจะชิน ปรับสมดุลได้เอง ไม่ต้องกังวล"
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่ามีกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีความพิการทางสมอง จิตประสาทแปรปรวน เป็นโรคหัวใจ ความดัน คนเหล่านี้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือปรับตัวเองได้ไม่ดี
อีกข้อที่สำคัญ...ความร้อนของอากาศ ยังขึ้นกับความชื้นในอากาศ ซึ่งป้องกันไม่ให้เหงื่อระเหย ระบายความร้อนออกไม่ได้ ทำให้ความร้อนจริงที่ร่างกายต้องเผชิญสูงมากขึ้น ยิ่งอยู่กลางแดดและมีลมร้อนจัด...
สภาวะแวดล้อมแบบนี้จะอันตรายยิ่งขึ้น ที่ต้องระวัง...ช่วงสงกรานต์ ออกกำลังกายกลางแจ้ง ตีแบดฯ ตีเทนนิส ก็มีโอกาสเป็นลมแดดได้เช่นกัน
ย้ำอีกครั้ง...ถึงอันตรายที่เกี่ยวกับแดดและความร้อน แบ่งระดับความรุนแรงได้ 4 ระดับ...
ระดับแรก แดดเผา ผิวบวม แดง ลอก ระดับที่สอง... ตะคริวตามน่อง กล้ามท้อง ระดับที่สาม... เพลียรุนแรง ใกล้จะช็อก ตัวเย็นชืดชื้น ชีพจรเร็วเบา เป็นลม อาเจียน แต่อุณหภูมิร่างกายยังปกติ
ระดับที่สี่... ฮีต สโตรก (Heat stroke) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤติ อุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 41 องศาเซลเซียส ผิวแห้ง ร้อน ชีพจรเร็ว แรง อาจหมดสติ ถึงขั้นเสียชีวิต
อาการฮีต สโตรก ต้องได้รับการรักษาโดยด่วนในโรงพยาบาล การปฐมพยาบาลขั้นต้น ให้ประคบเย็นตามซอกตัว เช็ดตัว พัดลมระบายความร้อน นอนราบ ยกเท้าสูง
หลบแดด ผึ่งลม ประคบเย็น และจิบน้ำ ถ้าอาการหนักมาก การใช้น้ำเย็นอาจทำให้เกิดตะคริวท้อง ให้นอนราบหรือตะแคง
"หากอาเจียนร่วมด้วย จำไว้ว่า...การดื่มน้ำจะทำให้เกิดอันตรายในระดับ 3 และถ้ามีอาการในระดับ 4 ห้ามให้น้ำดื่มเด็ดขาด เพราะจะเกิดอันตรายรุนแรงได้"
ระยะนี้การพยาบาลให้น้ำทางปากอาจเป็นอันตรายได้ ยิ่งถ้าคนสูงอายุมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับยาดังกล่าวข้างต้น ยิ่งมีอันตรายสูงเข้าไปอีก
คุณหมอธีระวัฒน์ บอกอีกว่า คนอ้วน คนที่ดื่มสุรา เบียร์ ของหวาน จะมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะความสามารถในการปรับตัวกับความร้อนจะไม่ดี
อาการก่อนหน้า...ที่จะถึงขั้นอุณหฆาต อาจนำมาด้วยตะคริว หรือ หน้ามืด เพลีย คลื่นไส้ จะเป็นลม เพราะฉะนั้น...ให้ดื่มน้ำบริสุทธิ์มหาศาล อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
ข้อสำคัญ ให้หลีกเลี่ยงน้ำหวาน น้ำชา กาแฟ สุรา
ถ้ายิ่งต้องออกไปกลางแดดนานๆ นอกจากความร้อน ยังมีเรื่องแสงสว่างจ้า ที่ควรระวัง คือ อาการปวดหัว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคปวดหัวประจำ ไมเกรน (migraine) อยู่แล้ว... "ไมเกรนเป็นสาเหตุสำคัญไม่ต่ำกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ของปวดหัวทั้งหมด จะมีอาการปวดรุนแรงขึ้น...และถี่ขึ้น"
เนื่องจากแสงจ้า มีรังสี Ultraviolet (UV) ทั้งชนิด UVA และ UVB จะกระตุ้นให้ไมเกรนปะทุขึ้นมาได้
เชิงวิชาการ...อาจจะอธิบายจากการที่สมองส่วนท้ายทอย (Occipital Lobe) ซึ่งเป็นส่วนรับแสง...ภาพของผู้ป่วยไมเกรนจะมีความไวกว่าปกติ นอกจากนั้น ยิ่งคนที่มีความสุขต่อการบริโภคขนมนมเนย ข้าวเหนียวมะม่วง ทุเรียน จนอ้วน (โดยดูจากดัชนีมวลกาย หรือขนาดรอบพุง) ...จะยิ่งมีโอกาสเป็นไมเกรนมากขึ้น
จากการศึกษาล่าสุดในวารสารปวดหัวปี 2553 ในประชากรของประเทศสหรัฐฯ จำนวน 21,783 ราย พบว่า... คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นไมเกรนได้มากกว่าคนปกติ ทั้งในผู้ชายผู้หญิง และคนที่เป็นไมเกรนยังถูกกระตุ้นด้วยอาหารบางชนิดอีกด้วย
ข้อที่พึงปฏิบัติ คือ ระวังแสงจ้าจากดวงอาทิตย์ ทั้งที่สอดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง หรือเมื่อออกไปกลางแจ้ง ต้องสวมแว่นกันแดดไว้ตลอด
แว่นกันแดดต้องมีคุณสมบัติตัดทั้งแสงจ้า รวมทั้งรังสี UVA และ UVB เนื่องจากถ้าตัดแสงอย่างเดียว รูม่านตาจะยิ่งขยายโตมากขึ้น เป็นโอกาสให้ได้รับรังสีมากขึ้นไปอีก ทำให้กระตุ้นไมเกรน รวมทั้งทำลายเยื่อประสาทตา...เลนส์ตาสำหรับในสถานที่ทำงาน จอคอมพิวเตอร์ต้องไม่จ้าจนเกินไป
"ไฟฟลูออเรสเซนท์...เป็นอีกปัจจัยที่ต้องระวังไม่ให้กะพริบ เพราะการกะพริบ จะยิ่งกระตุ้นให้ปวดไมเกรนเข้าไปอีก"
อย่างไรเสีย...ในคนที่อ้วนแล้ว ควรต้องลดน้ำหนัก ถึงแม้ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าลดน้ำหนักแล้วไมเกรนจะดีขึ้นหรือไม่ แต่ที่แน่ๆคือลดโอกาสเป็นหัวใจวาย อัมพฤกษ์ เบาหวาน
นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ปวดไมเกรนต้องทบทวนว่า ไปรับประทานอาหารอะไรเป็นพิเศษ...ซึ่งแต่ละคนจะมีอาหารที่กระตุ้นไมเกรนไม่เหมือนกัน จึงต้องคอยจดจำ หลีกเลี่ยง มิฉะนั้นต้องทานยาแก้ปวดอยู่ร่ำไป
"โดยเฉพาะ...ยาแก้ปวดยิ่งแรงเท่าไหร่ หรือยาที่มีสาร Ergot เช่น Cafergot ...ถ้าใช้บ่อยเกิน 3 ครั้งขึ้นไปต่ออาทิตย์ จะยิ่งกระตุ้นให้ยิ่งปวดเข่าไปอีก และทำให้ต้องใช้ยาป้องกันการปวด ซึ่งต้องรับประทานทุกวันเป็นเดือน"
คุณหมอธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ทิ้งท้ายว่า อากาศที่ร้อนระอุทะลุองศาอย่างนี้ เชื่อว่าคนไทยทุกคนคงต้องเผชิญไม่มากก็น้อย ข้อเตือนภัยต่อสุขภาพที่แฝงมากับความร้อนเหล่านี้...คงช่วยไม่ให้คุณเสี่ยงจนเกินไป
"สุดท้ายนี้...สงกรานต์ปีนี้ ขอให้คนไทยใช้ชีวิตอยู่กับความร้อนได้อย่างมีความสุขนะครับ"
วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ผลสอบโตโยต้าคดีพลิก
ผลสอบโตโยต้า พรีอุส พุ่งชนกำแพงกั้นถนนจากคันเร่งค้างและระบบเบรกมีปัญหา หลักฐานตำรวจชี้ว่าอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับ จึงได้ยกเลิกข้อกล่าวหาที่ผู้ขับระบุว่าระบบการทำงานของรถยนต์มีข้อผิดพลาด...
สารวัตรสืบสวนแอนโทนี มาราชชินี แห่งสถานีตำรวจนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เผยผลสอบสวนกรณีคนขับรถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส ปี 2008 ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนกำแพงกั้นถนนทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 9 มี.ค. โดยอ้างว่าเป็นผลจากคันเร่งค้างและระบบเบรกรถยนต์มีปัญหา แต่ผลตรวจสอบทั้งจากบริษัทโตโยต้าและหน่วยพิสูจน์หลักฐานของตำรวจบ่งชี้ว่าอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับมิได้เหยียบเบรกขณะที่เครื่องยนต์ถูกเร่งความเร็วสูงสุดถึง 152 กม./ชม. เจ้าหน้าที่จึงได้ยกเลิกข้อกล่าวหาที่ผู้ขับขี่ระบุว่า ระบบการทำงานของรถยนต์คันดังกล่าวมีข้อผิดพลาดจนทำให้เกิดอันตราย เมื่อ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา
ด้านนางกลอเรีย โรส แม่บ้านชาวอเมริกัน อายุ 56 ปี ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว งดแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลตรวจสอบสภาพรถยนต์ และตำรวจนิวยอร์กก็ไม่ได้ตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทต่อโรส แต่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ ยืนยันว่ารถยนต์รุ่นพรีอุสที่ถูกเรียกคืนอาจเกิดปัญหาคันเร่งค้างเป็นบางคัน แต่ระบบเบรกรถยนต์ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโตโยต้าจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ร้องเรียนว่าประสบอุบัติเหตุเพราะรถยนต์มีปัญหาโดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน นายอำเภอเขตเอล โดราโด เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย เผยผลสอบสวนกรณีนายเจนสัน โคฮูเทค อายุ 36 ปี ก่อเหตุยิงนายแจ๊ก ลาร์สัน อายุ 49 ปี เมื่อ 21 มี.ค. บนถนนในย่านซอมเมอร์เซต หลังทั้งคู่ขับรถชนกันแต่ตกลงกันไม่ได้ โคฮูเทคจึงยิงคู่กรณีบาดเจ็บสาหัสก่อนยิงตัวตาย ขณะที่ลาร์สันไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนผู้โดยสารในรถของลาร์สัน ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
สารวัตรสืบสวนแอนโทนี มาราชชินี แห่งสถานีตำรวจนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ เผยผลสอบสวนกรณีคนขับรถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส ปี 2008 ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนกำแพงกั้นถนนทางใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อ 9 มี.ค. โดยอ้างว่าเป็นผลจากคันเร่งค้างและระบบเบรกรถยนต์มีปัญหา แต่ผลตรวจสอบทั้งจากบริษัทโตโยต้าและหน่วยพิสูจน์หลักฐานของตำรวจบ่งชี้ว่าอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับมิได้เหยียบเบรกขณะที่เครื่องยนต์ถูกเร่งความเร็วสูงสุดถึง 152 กม./ชม. เจ้าหน้าที่จึงได้ยกเลิกข้อกล่าวหาที่ผู้ขับขี่ระบุว่า ระบบการทำงานของรถยนต์คันดังกล่าวมีข้อผิดพลาดจนทำให้เกิดอันตราย เมื่อ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา
ด้านนางกลอเรีย โรส แม่บ้านชาวอเมริกัน อายุ 56 ปี ผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว งดแสดงความเห็นเกี่ยวกับผลตรวจสอบสภาพรถยนต์ และตำรวจนิวยอร์กก็ไม่ได้ตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทต่อโรส แต่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ ยืนยันว่ารถยนต์รุ่นพรีอุสที่ถูกเรียกคืนอาจเกิดปัญหาคันเร่งค้างเป็นบางคัน แต่ระบบเบรกรถยนต์ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโตโยต้าจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ร้องเรียนว่าประสบอุบัติเหตุเพราะรถยนต์มีปัญหาโดยเร็วที่สุด
ขณะเดียวกัน นายอำเภอเขตเอล โดราโด เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย เผยผลสอบสวนกรณีนายเจนสัน โคฮูเทค อายุ 36 ปี ก่อเหตุยิงนายแจ๊ก ลาร์สัน อายุ 49 ปี เมื่อ 21 มี.ค. บนถนนในย่านซอมเมอร์เซต หลังทั้งคู่ขับรถชนกันแต่ตกลงกันไม่ได้ โคฮูเทคจึงยิงคู่กรณีบาดเจ็บสาหัสก่อนยิงตัวตาย ขณะที่ลาร์สันไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนผู้โดยสารในรถของลาร์สัน ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
โทนี่ รากแก่นโชว์สเตปปะทะ ชิน-ชินวุฒ
บิ๊กบอยหนังบ้าพลังเปิดแถลงข่าวโชว์นักแสดงเลือดใหม่อย่างเป็นทางการ ฮือฮาไม่น้อยเมื่อโทนี่โชว์สเต๊ปปะทะชิน-ชินวุฒิ
แถลงข่าวเปิดตัวแบบบ้าพลังกันไปแล้วเมื่อวันก่อนนี้ สำหรับภาพยนตร์ลำดับที่ 2 ของค่าย M๓๙ (เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์) โดยมี เศรษฐา ศิระฉายา, โทนี่-อิรา รากแก่น, เพชร-รัตนารัตน์ เอื้อทวีกุล และ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร พร้อมด้วยทีมแชมป์บีบอยประเทศไทยจากการประกวด "Battle of the Year Thailand 2009" อย่าง "99 FLAVA" ที่นำทีมโดย รอย-รอย แมคคอย, ชิน-ชินวุฒิ จันทตรัตน์ และ แต๊ก-พงศกร มาลัยวงค์ พร้อมทีมผู้บริหาร จันทิมา เลียวศิริกุล, มณฑล อารยางกูร ณ โรงภาพยนตร์ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ (รัชดา)
ซึ่งงานนี้เปิดตัวกันอย่างสุดมันส์!!!... ด้วยการดวลแดนซ์ระหว่าง อาต้อย และ โทนี่ ที่ออกมาโชว์สเต็ป บีบอย ปะทะ TAP โดยฟาก โทนี่ ได้พาเหล่าแก็งค์บีบอยขั้นเทพ ทีม 99 FLAVA มาปะทะเหล่าโคโยตี้สาวสุดเซ็กซี่ ที่ได้ เพชร นำทีมมาร่วมสร้างสีสันบนเวทีให้สนุกสนานยิ่งขึ้น จากนั้น อาต้อย ขอควง เพชร โชว์สเต็ป "พาโซล ดูเปร" ซึ่งเป็นลีลาศสไตล์ละตินแดนซ์ที่สวยงามให้กับบรรดาสื่อมวลชนได้ชมกันเป็นการปิดท้าย
แถลงข่าวเปิดตัวแบบบ้าพลังกันไปแล้วเมื่อวันก่อนนี้ สำหรับภาพยนตร์ลำดับที่ 2 ของค่าย M๓๙ (เอ็ม เทอร์ตี้ ไนน์) โดยมี เศรษฐา ศิระฉายา, โทนี่-อิรา รากแก่น, เพชร-รัตนารัตน์ เอื้อทวีกุล และ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร พร้อมด้วยทีมแชมป์บีบอยประเทศไทยจากการประกวด "Battle of the Year Thailand 2009" อย่าง "99 FLAVA" ที่นำทีมโดย รอย-รอย แมคคอย, ชิน-ชินวุฒิ จันทตรัตน์ และ แต๊ก-พงศกร มาลัยวงค์ พร้อมทีมผู้บริหาร จันทิมา เลียวศิริกุล, มณฑล อารยางกูร ณ โรงภาพยนตร์ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ (รัชดา)
ซึ่งงานนี้เปิดตัวกันอย่างสุดมันส์!!!... ด้วยการดวลแดนซ์ระหว่าง อาต้อย และ โทนี่ ที่ออกมาโชว์สเต็ป บีบอย ปะทะ TAP โดยฟาก โทนี่ ได้พาเหล่าแก็งค์บีบอยขั้นเทพ ทีม 99 FLAVA มาปะทะเหล่าโคโยตี้สาวสุดเซ็กซี่ ที่ได้ เพชร นำทีมมาร่วมสร้างสีสันบนเวทีให้สนุกสนานยิ่งขึ้น จากนั้น อาต้อย ขอควง เพชร โชว์สเต็ป "พาโซล ดูเปร" ซึ่งเป็นลีลาศสไตล์ละตินแดนซ์ที่สวยงามให้กับบรรดาสื่อมวลชนได้ชมกันเป็นการปิดท้าย
วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
2 สาว "เมย์"แข่งเซ็กซี่!
"สองเมย์"เมย์-พิชญ์นาฏ สาขากร กับ เมย์ เฟื่องอารมย์ นัดมา "โชว์ความสวย แอนด์ ความสาว" ให้รู้กันทั่วว่า ถึงชื่อจะเหมือน แต่ในความเหมือน "สองเมย์" ก็ "สองหัวใจ" ใช่ว่าจะเหมือนกันซะทุกอย่างไป!
ที่เหมือนกันก็ตรง ความหมวย และสวยเซ็กซี่ ดูดีตั้งแต่หัวจดเท้า แถมทั้งคู่ยังโดดเด่นในวงการแสดง ได้ฉายา "นังร้ายคนสวย" มีเพื่อนสนิท คือ "นางเอกฮอต" อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ เหมือนกันอีก จะต่างก็ตรง "หัวใจ" ที่ เมย์-พิชญ์นาฏ สาวที่ได้ชื่อว่ามีแววเจ้าชู้สุดๆ แต่กลับขยาด "ชายเจ้าชู้" ดูจากรักครั้งสุดท้าย ถึงจะรัก ไพร์ด-ทายาทปอร์เช่ แค่ไหน ก็ยอมพ่ายแพ้ต่อ "พลังกิ๊ก" ตัดสินใจเลิกทั้งน้ำตา โดยเมย์ไม่แคร์ชายเจ้าชู้ เธอยังสามารถใช้ความสวยหา "ชายคนใหม่" มาแก้เหงาได้ ตราบเท่าที่เธอต้องการ!
แต่ก่อน เมย์ ใช้หัวใจ รักแฟน แต่ ณ บัดนี้ เมย์ ค้น พบสัจธรรมแล้วว่า "รักแท้แพ้ กิ๊ก" สวยเซ็กซี่ ก้นสะบึมขนาดไหน ก็ไม่ได้ ช่วยให้แฟนที่คบกันอยู่ไม่มีกิ๊กได้เลย เมย์ เลยหันมารักตัวเองซะดีกว่า หลังจากเสียใจ นานนับเดือน เมย์ ก็ปาดน้ำตา ลุกขึ้นมาลัน...ล้ากับชีวิต "โสดแสนสุข" สูตรลับชีวิตโสดที่สุดฮิตในหมู่สาวสวยแห่งวงการมายา "ไม่เหงา ไม่เศร้า" ควงกันกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ฮัลโหลโทร.หาได้เท่าที่ต้องการ แต่ "ไม่ใช่แฟน" ใครล้ำเส้นเจอตัดออกจากสต๊อกทันที หนุ่มๆเองต้องกลัวหัวหด เพราะรู้ว่า "เป้าหมาย" ที่เล็งอยู่ มี "คู่แข่ง" แน่นอน!
เมย์ ขออยู่แบบ "สวยเลือกได้" ไปก่อน ซึ่ง เมย์ ยอมรับว่าชอบชีวิตตอนนี้ ไม่เหงา มีคนเข้ามาจีบ มีทั้งถูกใจบ้าง มันยิ่งทำให้เรารู้สึกสวยขึ้นไปอีก เรตติ้งไม่ตก "ก็ดูๆคุยกันอยู่ค่ะ แต่ยังไม่ถึงขนาดแฟน" เมย์เชื่ออีกว่าถ้า "รักกันจริงก็ต้องรอกันได้" เพราะ เมย์ ไม่ชอบ รักโปรโมชั่น หวานช่วงแรก แต่ปลายขม เมย์ เลยตั้งกฎเหล็กคอยสกรีน "หนุ่มที่เข้ามา" ใครขาว ตี๋ มีสตางค์ ตรงสเปก ไม่แน่จะได้เป็น "แฟนเมย์" คนต่อไป หนุ่มๆก็น่าเสี่ยง เพราะรางวัลที่ เมย์ ตั้งไว้แสนคุ้ม ถูกใจใช่เลย เมย์ ลั่นวาจาไว้ว่า "อายุมากแล้ว ถ้าชายใดทำให้รู้สึกอยากแต่งงานได้ เมย์ ก็อยากแต่งงานเลย"
แต่ผิดกับ เมย์ เฟื่องอารมย์ เธอเหมือน "นางพญาแฟน" ที่ถูกแฟน หนุ่ม-กรรชัย เก็บไว้บนหิ้ง ทั้งรักและหวงแหน ไม่อยากให้ใครมายุ่ง และไม่ชอบให้ยุ่งกับสาวในสต๊อกของเขา 10 ปีที่ผ่านมา รักของ เมย์ กับ หนุ่ม ชายที่ได้ชื่อว่า "คาสโนว่าตัวพ่อ" มีเรื่องราวมากมาย เรื่องสาวๆที่ตกเป็นข่าวนับไม่ถ้วน ที่ฮอตและฮือฮาก็มีข่าวว่า เมย์ พา อั้ม กะไปถล่ม "น้องยิ้ม" โคโยตี้ (กิ๊กหนุ่ม) ถึงที่บ้าน และ ผ่านมาอีกปีวันเดียวกันนี้ ก็มีข่าว เมย์-อั้ม ไปทวงรถมินิคืน จาก "เข็ม ตีสิบ" (กิ๊กหนุ่ม) จนตอนนี้ทุกปีของวันนี้ หนุ่ม-กรรชัย เลยนั่งก้นร้อน เพราะไม่รู้ "แฟนสาว" (เบอร์ 1) จะจับได้ ไปลุยกิ๊กคนไหนอีก?
ถ้าไม่รักคงไม่ทนยืนหยัดรอรัก หนุ่ม อยู่แบบนี้ เมย์ ถือเป็น "ผู้หญิง" ที่ชายคาสโนว่าอยาก
มีไว้ในชีวิต ไปซุกซนที่ไหนก็ได้แล้วค่อยกลับมาตายรัง ตอนนี้ก็มีแต่คนรอลุ้น!! กับสิ่งที่ เมย์ สู้อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกาย และแรงใจให้คนตรงหน้าว่าเธอ "ตาบอดเพราะความรัก" หนุ่ม จะมอบตำแหน่ง "เมียตีตรา" ให้ เมย์ หรือไม่? เพราะขนาดเคยตามไปง้อพูดเหมือนขอ เมย์ แต่ง งานซะบนเวทีคอนเสิร์ตท่ามกลางแฟนเพลงทั้งฮอลล์ หนุ่ม ก็ยังกล้าทำมาแล้ว จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้แต่งกันซะที ล่าสุด หนุ่ม ไปออกรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" พูดว่า "ถ้าไม่ได้แต่งงานปีหน้า คงไม่ได้แต่งแล้ว" เล่นเอาสาวๆที่แอบเชียร์ เมย์ ถึงกับหนาวๆร้อนๆแทน แต่ เมย์ เขารักของเขา ก็ยังแอบหวัง แถมบอกว่า "เขาคงตัดสินใจแล้ว คนอย่างเขา (หนุ่ม) ถ้าไม่ใช่คงไม่กล้าพูด คิดว่าน่าจะเป็นตามนั้น รอดูกันต่อไป"
ขอเอาใจช่วยไม่ให้ เมย์ เป็นแม่สายบัวแต่งตัวรอเก้อ เอ๊ะ! ใครจะเก้อ? งานนี้ต้องลุ้น เพราะ เมย์ แอบประกาศเป็นนัยๆว่า "ถ้าปีหน้าไม่แต่ง คงมีผู้ชายคนอื่นรออยู่" คำศักดิ์สิทธิ์จากปาก "สตรีหมายเลข 1" เหมือนประกาศให้โลกรู้กันทั่วหน้า ว่าถ้า เมย์ ไม่สวยแซ่บซ่าส์ คงไม่จับ "หนุ่ม-กรรชัย" ปลาไหลใส่สเกตมาได้นับ 10 ปี!
ที่เหมือนกันก็ตรง ความหมวย และสวยเซ็กซี่ ดูดีตั้งแต่หัวจดเท้า แถมทั้งคู่ยังโดดเด่นในวงการแสดง ได้ฉายา "นังร้ายคนสวย" มีเพื่อนสนิท คือ "นางเอกฮอต" อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ เหมือนกันอีก จะต่างก็ตรง "หัวใจ" ที่ เมย์-พิชญ์นาฏ สาวที่ได้ชื่อว่ามีแววเจ้าชู้สุดๆ แต่กลับขยาด "ชายเจ้าชู้" ดูจากรักครั้งสุดท้าย ถึงจะรัก ไพร์ด-ทายาทปอร์เช่ แค่ไหน ก็ยอมพ่ายแพ้ต่อ "พลังกิ๊ก" ตัดสินใจเลิกทั้งน้ำตา โดยเมย์ไม่แคร์ชายเจ้าชู้ เธอยังสามารถใช้ความสวยหา "ชายคนใหม่" มาแก้เหงาได้ ตราบเท่าที่เธอต้องการ!
แต่ก่อน เมย์ ใช้หัวใจ รักแฟน แต่ ณ บัดนี้ เมย์ ค้น พบสัจธรรมแล้วว่า "รักแท้แพ้ กิ๊ก" สวยเซ็กซี่ ก้นสะบึมขนาดไหน ก็ไม่ได้ ช่วยให้แฟนที่คบกันอยู่ไม่มีกิ๊กได้เลย เมย์ เลยหันมารักตัวเองซะดีกว่า หลังจากเสียใจ นานนับเดือน เมย์ ก็ปาดน้ำตา ลุกขึ้นมาลัน...ล้ากับชีวิต "โสดแสนสุข" สูตรลับชีวิตโสดที่สุดฮิตในหมู่สาวสวยแห่งวงการมายา "ไม่เหงา ไม่เศร้า" ควงกันกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง ฮัลโหลโทร.หาได้เท่าที่ต้องการ แต่ "ไม่ใช่แฟน" ใครล้ำเส้นเจอตัดออกจากสต๊อกทันที หนุ่มๆเองต้องกลัวหัวหด เพราะรู้ว่า "เป้าหมาย" ที่เล็งอยู่ มี "คู่แข่ง" แน่นอน!
เมย์ ขออยู่แบบ "สวยเลือกได้" ไปก่อน ซึ่ง เมย์ ยอมรับว่าชอบชีวิตตอนนี้ ไม่เหงา มีคนเข้ามาจีบ มีทั้งถูกใจบ้าง มันยิ่งทำให้เรารู้สึกสวยขึ้นไปอีก เรตติ้งไม่ตก "ก็ดูๆคุยกันอยู่ค่ะ แต่ยังไม่ถึงขนาดแฟน" เมย์เชื่ออีกว่าถ้า "รักกันจริงก็ต้องรอกันได้" เพราะ เมย์ ไม่ชอบ รักโปรโมชั่น หวานช่วงแรก แต่ปลายขม เมย์ เลยตั้งกฎเหล็กคอยสกรีน "หนุ่มที่เข้ามา" ใครขาว ตี๋ มีสตางค์ ตรงสเปก ไม่แน่จะได้เป็น "แฟนเมย์" คนต่อไป หนุ่มๆก็น่าเสี่ยง เพราะรางวัลที่ เมย์ ตั้งไว้แสนคุ้ม ถูกใจใช่เลย เมย์ ลั่นวาจาไว้ว่า "อายุมากแล้ว ถ้าชายใดทำให้รู้สึกอยากแต่งงานได้ เมย์ ก็อยากแต่งงานเลย"
แต่ผิดกับ เมย์ เฟื่องอารมย์ เธอเหมือน "นางพญาแฟน" ที่ถูกแฟน หนุ่ม-กรรชัย เก็บไว้บนหิ้ง ทั้งรักและหวงแหน ไม่อยากให้ใครมายุ่ง และไม่ชอบให้ยุ่งกับสาวในสต๊อกของเขา 10 ปีที่ผ่านมา รักของ เมย์ กับ หนุ่ม ชายที่ได้ชื่อว่า "คาสโนว่าตัวพ่อ" มีเรื่องราวมากมาย เรื่องสาวๆที่ตกเป็นข่าวนับไม่ถ้วน ที่ฮอตและฮือฮาก็มีข่าวว่า เมย์ พา อั้ม กะไปถล่ม "น้องยิ้ม" โคโยตี้ (กิ๊กหนุ่ม) ถึงที่บ้าน และ ผ่านมาอีกปีวันเดียวกันนี้ ก็มีข่าว เมย์-อั้ม ไปทวงรถมินิคืน จาก "เข็ม ตีสิบ" (กิ๊กหนุ่ม) จนตอนนี้ทุกปีของวันนี้ หนุ่ม-กรรชัย เลยนั่งก้นร้อน เพราะไม่รู้ "แฟนสาว" (เบอร์ 1) จะจับได้ ไปลุยกิ๊กคนไหนอีก?
ถ้าไม่รักคงไม่ทนยืนหยัดรอรัก หนุ่ม อยู่แบบนี้ เมย์ ถือเป็น "ผู้หญิง" ที่ชายคาสโนว่าอยาก
มีไว้ในชีวิต ไปซุกซนที่ไหนก็ได้แล้วค่อยกลับมาตายรัง ตอนนี้ก็มีแต่คนรอลุ้น!! กับสิ่งที่ เมย์ สู้อุตส่าห์ทุ่มเทแรงกาย และแรงใจให้คนตรงหน้าว่าเธอ "ตาบอดเพราะความรัก" หนุ่ม จะมอบตำแหน่ง "เมียตีตรา" ให้ เมย์ หรือไม่? เพราะขนาดเคยตามไปง้อพูดเหมือนขอ เมย์ แต่ง งานซะบนเวทีคอนเสิร์ตท่ามกลางแฟนเพลงทั้งฮอลล์ หนุ่ม ก็ยังกล้าทำมาแล้ว จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้แต่งกันซะที ล่าสุด หนุ่ม ไปออกรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" พูดว่า "ถ้าไม่ได้แต่งงานปีหน้า คงไม่ได้แต่งแล้ว" เล่นเอาสาวๆที่แอบเชียร์ เมย์ ถึงกับหนาวๆร้อนๆแทน แต่ เมย์ เขารักของเขา ก็ยังแอบหวัง แถมบอกว่า "เขาคงตัดสินใจแล้ว คนอย่างเขา (หนุ่ม) ถ้าไม่ใช่คงไม่กล้าพูด คิดว่าน่าจะเป็นตามนั้น รอดูกันต่อไป"
ขอเอาใจช่วยไม่ให้ เมย์ เป็นแม่สายบัวแต่งตัวรอเก้อ เอ๊ะ! ใครจะเก้อ? งานนี้ต้องลุ้น เพราะ เมย์ แอบประกาศเป็นนัยๆว่า "ถ้าปีหน้าไม่แต่ง คงมีผู้ชายคนอื่นรออยู่" คำศักดิ์สิทธิ์จากปาก "สตรีหมายเลข 1" เหมือนประกาศให้โลกรู้กันทั่วหน้า ว่าถ้า เมย์ ไม่สวยแซ่บซ่าส์ คงไม่จับ "หนุ่ม-กรรชัย" ปลาไหลใส่สเกตมาได้นับ 10 ปี!
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
วัดสั่งทำลายขุนแผนโคโยตี้จ่อฟันพระอึ่ง
เจ้าคณะเขตบางซื่อ และมีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพระวินยาธิการ ผู้คุมกฎพระสงฆ์ในเขต กทม. สั่งเจ้าอาวาสวัดเซิงหวายคาดโทษ "พระอาจารย์ อึ่ง" เกจิชื่อดังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เสื่อมเสียเช่นนี้ขึ้นอีก ถ้า ยังดื้อดึงต้องใช้มาตรการเด็ดขาด ตั้งแต่ขับออกจากวัดไปจนถึงให้สึก ยันจากการสอบสวนพบพระอาจารย์อึ่งทำพิธีปลุกเสก "ขุนแผนโคโยตี้" จริง แต่ทำไปเพราะเชื่อใจลูกศิษย์ ไม่ได้เปิดดูวัตถุที่นำมาให้ปลุกเสกว่าเป็นอะไร ส่วนเจ้าอาวาสวัดเซิงหวายสั่งทำลายขุนแผนโคโยตี้ทุกรุ่นที่มีอยู่ในวัดทิ้งหมดแล้ว
กรณีวัดเวตวันธรรมาวาสหรือวัดเซิงหวาย ย่านบางซื่อ จัดทำวัตถุเลียนแบบพระจำหน่ายให้คนที่หลงเชื่อ เรียกว่า "ขุนแผนโคโยตี้" มีรูปทรงเหมือนพระขุนแผน แต่ด้านหลังมีรูปผู้หญิงโป๊เปลือย ยืนใส่กางเกงชั้นในจีสตริงหันหลังเกาะปลัดขิก จำหน่ายให้ประชาชนอันละ 500 บาท จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ออกมาตำหนิวัดเซิงหวายที่เป็นผู้จัดทำวัตถุดังกล่าว ร้อนถึงทางวัดและผู้จัดทำต้องเปิดแถลงข่าวยืนยันว่าวัดเซิงหวายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำวัตถุดังกล่าว ส่วนผู้จัดทำออกมาขอโทษ อ้างว่าขุนแผนโคโยตี้ไม่ใช่วัตถุมงคล ไม่มีการทำพิธีปลุกเสกโดยพระอาจารย์สุเทพ สุทธสีโล หรือพระอาจารย์อึ่ง เกจิชื่อดังแต่อย่างใด มีลูกศิษย์นำมาให้อธิษฐานจิตเพื่อเป็นเครื่องรางเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 5 เม.ย. พระรัตนเมธี วัดแก้วฟ้าจุฬามณี เจ้าคณะเขตบางซื่อ และหัวหน้าพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) เขตกรุงเทพมหานครกล่าวว่า หลังจากมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพระอาจารย์ สุเทพ สุทธสีโล หรือ "พระอาจารย์อึ่ง" ซึ่งเป็นผู้ทำการปลุกเสกทราบว่า มีลูกศิษย์นำมาให้พระอาจารย์อึ่ง ปลุกเสก เพื่อนำไปมอบให้เพื่อนชาวฮ่องกงและสิงคโปร์ พระอาจารย์อึ่งปลุกเสกให้โดยไม่ได้แกะกล่องออกดู เมื่อเสร็จพิธีลูกศิษย์ถวายบางส่วนให้ท่านเพื่อนำไปแจกชาวบ้าน จึงเปิดออกดูเห็นว่าเป็นวัตถุมงคลที่มีความไม่เหมาะสม จึงรีบมอบให้ชาวบ้านไป
พระรัตนเมธีกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กำชับผ่านทางเจ้าอาวาสวัดเซิงหวายไปแล้วว่าไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ในลักษณะนี้ขึ้นอีก พร้อมทั้งกำชับไปยังพระอาจารย์อึ่งด้วยว่าควรจะตรวจสอบให้แน่นอนก่อนจะปลุกเสกให้ เพราะพระอาจารย์อึ่งถือเป็นพระเกจิที่มีลูกศิษย์นับถือมากรูปหนึ่ง จึงมีลูกศิษย์นิยมนำวัตถุมงคลมาให้ปลุกเสกจำนวนมาก ขณะเดียวกันทางเจ้าอาวาสวัดเซิงหวายสั่งให้ทำลาย "ขุนแผนโคโยตี้" ที่มีอยู่ในวัดทั้งหมดแล้ว หากพบว่าพระอาจารย์อึ่งยังปลุกเสกวัตถุลักษณะดังกล่าวอีก เจ้าอาวาสวัดเซิงหวายคงต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยขับให้ออกจากวัด เพราะถือว่าไม่เชื่อฟังคำสั่งเจ้าอาวาส หรืออาจจะถึงขั้นให้สึก
"ไม่ได้สั่งห้ามพระอาจารย์อึ่งทำการปลุกเสกอีก ท่านยังคงรับกิจนิมนต์ปลุกเสกได้ แต่ต้องไม่ทำการปลุกเสกวัตถุที่ไม่มีความเหมาะสมแบบนี้อีก ก่อนปลุกเสกควรจะต้องตรวจดูวัตถุที่ลูกศิษย์นำมาให้ปลุกเสกด้วย" เจ้าคณะเขตบางซื่อกล่าว
กรณีวัดเวตวันธรรมาวาสหรือวัดเซิงหวาย ย่านบางซื่อ จัดทำวัตถุเลียนแบบพระจำหน่ายให้คนที่หลงเชื่อ เรียกว่า "ขุนแผนโคโยตี้" มีรูปทรงเหมือนพระขุนแผน แต่ด้านหลังมีรูปผู้หญิงโป๊เปลือย ยืนใส่กางเกงชั้นในจีสตริงหันหลังเกาะปลัดขิก จำหน่ายให้ประชาชนอันละ 500 บาท จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ออกมาตำหนิวัดเซิงหวายที่เป็นผู้จัดทำวัตถุดังกล่าว ร้อนถึงทางวัดและผู้จัดทำต้องเปิดแถลงข่าวยืนยันว่าวัดเซิงหวายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำวัตถุดังกล่าว ส่วนผู้จัดทำออกมาขอโทษ อ้างว่าขุนแผนโคโยตี้ไม่ใช่วัตถุมงคล ไม่มีการทำพิธีปลุกเสกโดยพระอาจารย์สุเทพ สุทธสีโล หรือพระอาจารย์อึ่ง เกจิชื่อดังแต่อย่างใด มีลูกศิษย์นำมาให้อธิษฐานจิตเพื่อเป็นเครื่องรางเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 5 เม.ย. พระรัตนเมธี วัดแก้วฟ้าจุฬามณี เจ้าคณะเขตบางซื่อ และหัวหน้าพระวินยาธิการ (ตำรวจพระ) เขตกรุงเทพมหานครกล่าวว่า หลังจากมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากพระอาจารย์ สุเทพ สุทธสีโล หรือ "พระอาจารย์อึ่ง" ซึ่งเป็นผู้ทำการปลุกเสกทราบว่า มีลูกศิษย์นำมาให้พระอาจารย์อึ่ง ปลุกเสก เพื่อนำไปมอบให้เพื่อนชาวฮ่องกงและสิงคโปร์ พระอาจารย์อึ่งปลุกเสกให้โดยไม่ได้แกะกล่องออกดู เมื่อเสร็จพิธีลูกศิษย์ถวายบางส่วนให้ท่านเพื่อนำไปแจกชาวบ้าน จึงเปิดออกดูเห็นว่าเป็นวัตถุมงคลที่มีความไม่เหมาะสม จึงรีบมอบให้ชาวบ้านไป
พระรัตนเมธีกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กำชับผ่านทางเจ้าอาวาสวัดเซิงหวายไปแล้วว่าไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ในลักษณะนี้ขึ้นอีก พร้อมทั้งกำชับไปยังพระอาจารย์อึ่งด้วยว่าควรจะตรวจสอบให้แน่นอนก่อนจะปลุกเสกให้ เพราะพระอาจารย์อึ่งถือเป็นพระเกจิที่มีลูกศิษย์นับถือมากรูปหนึ่ง จึงมีลูกศิษย์นิยมนำวัตถุมงคลมาให้ปลุกเสกจำนวนมาก ขณะเดียวกันทางเจ้าอาวาสวัดเซิงหวายสั่งให้ทำลาย "ขุนแผนโคโยตี้" ที่มีอยู่ในวัดทั้งหมดแล้ว หากพบว่าพระอาจารย์อึ่งยังปลุกเสกวัตถุลักษณะดังกล่าวอีก เจ้าอาวาสวัดเซิงหวายคงต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยขับให้ออกจากวัด เพราะถือว่าไม่เชื่อฟังคำสั่งเจ้าอาวาส หรืออาจจะถึงขั้นให้สึก
"ไม่ได้สั่งห้ามพระอาจารย์อึ่งทำการปลุกเสกอีก ท่านยังคงรับกิจนิมนต์ปลุกเสกได้ แต่ต้องไม่ทำการปลุกเสกวัตถุที่ไม่มีความเหมาะสมแบบนี้อีก ก่อนปลุกเสกควรจะต้องตรวจดูวัตถุที่ลูกศิษย์นำมาให้ปลุกเสกด้วย" เจ้าคณะเขตบางซื่อกล่าว
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)